เมืองออนทาริโอ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
| ประวัติพระครูวิทูรธรรมนิเทศ |
|
|
|
| เขียนโดย ตะวัน คำสุจริต | |
| ศุกร์, 10 เมษายน 2009 | |
|
พระอาจารย์สำรวย ตายโน ลูกศิษย์องค์สำคัญ และผู้สืบทอดมรดกธรรมของหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ชีวประวัติ พระครูวิทูรธรรมนิเทศ (พระอาจารย์สำรวย ตายโน) พระครูวิทูรธรรมนิเทศ หรือ ท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน เจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสรัฐอเมริกา ลูกศิษย์รุ่นใหญ่ผู้สืบทอดมรดกธรรม ของหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ นามเดิมท่านชื่อ สำรวย นามสกุล จันทร์เหลือง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๒ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ปีฉลู ณ บ้านศรีฐาน ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร บิดาท่านชื่อ นายเพ็ง จันทร์เหลือง มารดาท่านชื่อ นางเนา จันทร์เหลือง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด ๑๑ คน คือ ๑.นางคำ ๒.นางดำ ปัจฉิมบุตร ๓.นางรบ หิรัญอร ๔.นายเลี่ยง จันทร์เหลือง ๕.นายเครื่อง จันทร์เหลือง ๖.นางเรียง ทองไทร ๗.เป็นหญิงฝาแฝด ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเด็ก ๘.พระอาจารย์สำรวย ตายโน ๙.นางวิไล ศถิรประภากุล ๑๐.นายวิชัย จันทร์เหลือง ชีวิตในวัยเด็ก เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยเด็กชีวิตของท่านพระอาจารย์สำรวย ก็เหมือนกับคนธรรมดาสามัญทั่วไป พ่อแม่มีอาชีพทำนาทำสวนปลูกข้าว ชาวนาเป็นผู้ที่ผลิตข้าวให้คนทั้งหลายได้รับประทาน จึงถือว่าชาวนาเป็นผู้มีอาชีพที่ทรงเกียรติ เป็นอาชีพที่ซื่อสัตย์สุจริต น่ายกย่อง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๔ หมู่บ้านศรีฐาน มีการระบาดของโรคฝีดาษเกิดขึ้น ชาวบ้านต่างล้มตายกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งขาดอาหารการกิน ข้าวยากหมากแพง บิดาของท่านจึงย้ายถิ่นฐานจากบ้านศรีฐาน มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นแหล่งอันอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ใกล้กับหนองหารหลวง ทะเลสาบอันลือชื่อ และเทือกเขาภูพาน อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ณ บ้านน้อยจอมศรี ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง ต่อมาบิดาได้พาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่บ้านธาตุนาเวง ตำบลธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร ท่านพระอาจารย์สำรวยได้เล่าถึงบิดาของท่านว่า “บิดาท่านเป็นคนฉลาด ไม่ประมาทในการทำมาหากิน มาอยู่ก็ได้ที่ทำกิน อยู่ในท้องถิ่นอันสบาย” มารดาเสียชีวิต ปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ มารดาของท่านเกิดเจ็บป่วย บิดาได้พยายามช่วยเหลือทุกวิถีทาง หาหยูกยา หาหมอมารักษา แต่ไม่สามารถยับยั้งเวทนาได้เนื่องจากบุพกรรม จึงได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา เมื่อจัดการงานศพเสร็จแล้ว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เนื่องจากครอบครัวของท่านมีลูกมาก จึงมีภาระในการเลี้ยงดูหนัก บิดาจึงได้แต่งงานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มาช่วยดูแลภาระทางครอบครัว การศึกษา เมื่ออายุครบเกณฑ์เข้าศึกษา บิดาได้ส่งท่านพระอาจารย์สำรวย เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลบ้านธาตุนาเวง ครั้นจบการศึกษาชั้นต้นได้ใบประกาศนียบัตรอ่านออกเขียนได้แล้ว ท่านมีความตั้งใจที่จะเรียนต่อ แต่เห็นว่าบิดานี้มีความลำบากในการทำนายิ่งนัก เนื่องจากพี่ชายทั้ง ๒ คน ได้ออกจากบ้านไปทำงานในต่างถิ่น เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ท่านจึงได้หยุดการเรียนมาช่วยบิดาทำนาทำสวน ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์ ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มของท่านพระอาจารย์สำรวย ท่านเล่าว่า “ปกติเราเป็นคนที่มีความเมตตา เป็นคนที่ไม่เกียจคร้านทำการงาน ช่วยบิดาท่านทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัวและน้องๆ” ต่อมาท่านเกิดรักสาวในวัยเดียวกันชื่อวันเพ็ญ อายุ ๑๖ ปีเท่ากัน เป็นคนบ้านเดียวกันบ้านไม่ไกลจากกันเท่าไรนัก เจอกันอยู่ทุกๆ วัน ความสาว ความสวย ความอ่อนโยนนิ่มนวล ทรวดทรงของเธอดูมีสง่าราศียิ่ง ทำให้ท่านเกิดหลงรักสาวที่ว่านั้น แต่ด้วยอนิจจาความไม่เที่ยง ด้วยสาเหตุที่ท่านพระอาจารย์ไม่มีเวลาให้กับหญิงสาวที่ตนรัก เนื่องจากต้องทำการงานช่วยบิดา หญิงสาวเกิดน้อยใจได้เขียนจดหมายมาต่อว่า “ตั้งแต่เรารักกันมา ไม่เห็นเธอมาหาหรือสนใจฉันสักเท่าใด ความรักของเราคงจะห่างหายจบลงแค่ตรงนี้” เมื่อถูกสาวต่อว่าพร้อมสั่งลาความรักอันแสนหวาน หัวใจเหมือนถูกลูกศรมาปักอก ความเศร้าโศกมารุมเร้าหัวใจ แต่ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ท้อถอยในความรัก ท่านถึงว่ารักแรกแบกทุกข์หนัก เพราะรักเป็นเหตุ ครอบครัวของวันเพ็ญ มีพี่น้องอยู่ ๒ คน คนพี่ชื่อแสงจันทร์ แต่ความสวยนั้นไม่เป็นรองใคร บิดามารดาให้ความห่วงใยเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้ใครมาจีบลูกสาวเลย แต่ด้วยชะตาเหมือนกับฟ้าลิขิต ความรักของท่านพระอาจารย์เริ่มเบ่งบานขึ้นอีกรอบ เมื่อได้ไปจีบพี่สาวของวันเพ็ญ คือ แสงจันทร์ ทำให้ทั้งสองมีความสนิทสนมกันมากขึ้น ต่อมาไม่นานภายในหมู่บ้านมีการจัดงานทำบุญ มีการจ้างหมอลำมาเพื่อทำการฉลอง ท่านพระอาจารย์สำรวยและสาวสวยทั้งสอง ได้ไปดูหมอลำกับเขาเช่นกัน ครั้นเมื่องานเลิกท่านและเพื่อนได้อาสาไปส่งแสงจันทร์และวันเพ็ญที่บ้าน แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คือมีคนอันธพาลได้เข้ามาชิงตัวแสงจันทร์และวันเพ็ญ แต่ด้วยความกล้าของหนุ่มและสาวทั้งสอง จึงสามารถต่อสู้หนีกลับไปส่งถึงบ้านได้ เมื่อส่งถึงบ้านเสร็จ ทั้งสองจึงได้กลับบ้านของตนเอง แต่เรื่องยังไม่จบลงแค่นั้น พ่อของเจ้าสาวเข้าแจ้งข้อหากับผู้ใหญ่บ้านว่า ท่านพระอาจารย์สำรวยและเพื่อน ได้พากันวางแผนฉุดลูกสาวของตน และขอให้ไปรับทราบคดีในวันพรุ่งนี้ โยมบิดากลัวท่านพระอาจารย์จะลำบาก จึงได้บอกกับลูกชายว่า “เรื่องนี้พ่อเข้าใจลูกนะ เขาคงไม่ให้จบลงง่ายๆ ทางที่ดีเจ้าจงหนีไปที่อื่นก่อน เอาไว้ให้เรื่องเบาลงแล้วค่อยกลับมาบ้าน เรื่องต่างๆ จะดีหรือร้ายพ่อขอรับผิดชอบเอง ลูกไม่ต้องห่วง” เมื่อพ่อสั่งจบจึงได้เตรียมสิ่งของเครื่องใช้ให้ลูกชายและสั่งให้หนีไปในคืนนั้นเลย ท่านพระอาจารย์และเพื่อน ได้เดินทางลัดเลาะไปตามทุ่งนาป่าเขา เดินไปปรึกษากันไปว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิต ในที่สุดคืนนี้ได้อาศัยเถียงนาน้อย (กระท่อมปลายนา) เป็นที่พักผ่อนกายา รุ่งเช้าวันใหม่ ท่านพระอาจารย์สำรวยได้ปรึกษากับเพื่อนว่าจะเอาอย่างไรดีกับชีวิต แต่ความคิดดีดีก็ผุดขึ้นมาโดยฉับพลันว่า “เรามีพี่สาวอยู่ที่อำเภอนาแกนครพนม เราจะเดินทางไปเพื่ออาศัยเขา” รวมทั้งแจ้งความคิดให้เพื่อนฟังซึ่งก็เห็นดีด้วย จึงพากันออกเดินทางไปพักกับพี่สาวคนที่ ๓ ชื่อลบ ครั้นพอถึงได้ชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พี่สาวพี่เขยฟัง ทั้งสองก็เข้าใจและเป็นธุระรับให้อยู่ช่วยงานด้วย จึงตรงกับพุทธสุภาษิตที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์” สาเหตุแห่งการบวช พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๑ ท่านพระอาจารย์ได้พบคนรักคนที่ ๕ ดูคราวนี้คงเอาจริง ตกลงปลงใจจะขอแต่งงานด้วย จึงไปคุยกับเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าสาวนั้นเป็นคนที่ฉลาด ชอบเข้าวัดฟังธรรม อยู่ในศีลกินในธรรม จึงได้แนะนำท่านพระอาจารย์ว่า “ก่อนแต่งงานต้องบวชเสียก่อน” เป็นอันว่าท่านพระอาจารย์สำรวย ได้รับคำของเจ้าสาวว่าจะบวชแล้วค่อยแต่งงานภายหลัง จึงได้เดินทางกลับบ้าน แจ้งความประสงค์ให้บิดามารดาทราบ ซึ่งท่านทั้งสองก็เห็นดีด้วย แต่ก่อนที่จะบวชนั้นต้องทำงานให้เสร็จก่อน ครั้นทำงานไปสักระยะหนึ่ง ท่านพระอาจารย์สำรวยคิดว่า “การงานทำไปไม่มีที่สิ้นสุด การสร้างความดีไม่ควรรอช้า” จึงได้พูดกับบิดาว่าจะขอบวชก่อน แต่บิดาได้ทัดทานไว้ว่า “บวชร้อนไม่ดี เจ้าไม่มี ความพากเพียร จะบวชเรียนต้องเพียรอดทน เกิดเป็นคนต้องทนพากเพียร” เมื่อท่านพระอาจารย์รับฟังคำสอนของบิดาจบลง จึงได้กล่าวกับบิดาว่า “จะขอบวชให้ตายกับชายผ้าเหลือง” บิดามารดาได้ฟังจึงรู้แจ้งชัดว่ามีความตั้งใจจริง จึงไม่ได้ทัดทานใดๆทั้งสิ้น พร้อมกล่าวคำอนุโมทนา การบรรพชา เมื่อบิดามารดาเห็นความตั้งใจของพระอาจารย์สำรวย จึงนำไปฝากกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าภูธรพิทักษ์ ซึ่งเป็นวัดป่าใกล้บ้าน หลวงปู่ฝั้น ท่านก็เมตตารับพระอาจารย์สำรวยไว้เป็นศิษย์ และมอบหน้าที่ให้หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ เป็นผู้ดูแล ฝึกหัดขัดเกลานิสัย รวมทั้งฝึกหัดคำขานนาค เมื่อท่องบนคำขานนาคได้แล้ว หลวงปู่ฝั้น จึงนำพระอาจารย์สำรวย ไปบรรพชาเป็นสามเณร พระอาจารย์สำรวย ตายโน อายุ ๑๙ ปี ๔ เดือน ๑๑ วัน ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๑ ณ อุโบสถวัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร โดยมีพระวิบูลธรรมภาณ (หลวงพ่อมหาไพบูลย์ อภิวัณโณ) วัดศรีโพนเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นบวชแล้วได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าภูธรพิทักษ์เช่นเดิม หลวงปู่ฝั้นได้มอบหมายให้หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ เป็นอาจารย์สอนกรรมฐาน สั่งสอนอบรมข้อวัตรปฎิบัติ ส่วนการอบรมจิตภาวนา หลวงปู่ฝั้นท่านจะเมตตาให้การอบรมอยู่เป็นประจำทุกวันในเวลาเย็น หลังทำวัตรสวนมนต์ โอวาทที่ท่านเมตตาอบรมท่านพระอาจารย์สำรวยตอนหนึ่งว่า “ให้ตั้งใจปฏิบัติกรรมฐาน อย่าเกียจคร้านเราบวชเข้ามาแล้ว ใช้ปัญญาพิจารณาดูผมขนเล็บฟันหนัง ในทุกอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน ให้ดูกายนี้เป็นของไม่งาม” เมื่อได้รับโอวาทจากหลวงปู่ฝั้นแล้ว ท่านพระอาจารย์ก็มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรม การอุปสมบท เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี บริบูรณ์ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ นำท่านพระอาจารย์สำรวยเข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา ณ พัทธสีมาวัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๒ โดยมีพระวิบูลธรรมภาณ (หลวงพ่อมหาไพบูลย์ อภิวัณโณ) วัดศรีโพนเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าภูธรพิทักษ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มหาประมูล รวิวังโส วัดป่าสุทธาวาส เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอุปัชฌาย์ขนานนามฉายาให้ว่า “ตายโน” แปลว่า “ผู้ไม่ตาย” ครั้นอุปสมบทแล้ว ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ณ วัดป่าภูธรพิทักษ์ตามเดิม โดยมีหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ เป็นประธานสงฆ์ อบรมธรรมปฏิบัติแทนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ผู้เป็นอาจารย์ เนื่องจากในสมัยนั้นหลวงปู่ฝั้น ท่านขึ้นไปบุกเบิกสร้างวัดถ้ำขามใหม่ๆ ครั้นพอถึงฤดูกาลเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์สำรวยได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด หัดท่องบนทำวัตรสวดมนต์ ศึกษาพระธรรมวินัย รวมทั้งอุปัฏฐากหลวงปู่สุวัจน์ผู้เป็นพระอาจารย์ พอออกพรรษา ท่านได้กราบลาหลวงปู่สุวัจน์ ขึ้นไปพักปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อแบน ธนากโร ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ ซึ่งตั้งอยู่บนหลังเขาภูพาน เป็นที่สถานสงบวิเวกเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม อยู่กับหลวงพ่อแบน ท่านสอนให้เร่งภาวนาทำความเพียร ไม่ประมาท พิจารณากายให้เห็นเป็นของไม่งาม ใช้ปัญญาพิจารณาต่อสู้กับกิเลสที่เกิดขึ้น รู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันกิเลส จึงได้ประโยชน์ในการปฏิบัติดีเป็นอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์สำรวยเล่าว่า “อยู่กับหลวงพ่อแบนนานพอสมควร แล้วหวญกลับสู่วัดป่าภูธรพิทักษ์ สำนักเดิมเพื่อโปรดโยมบิดา ปกติโยมบิดานั้นท่านจะมาถวายภัตตาหารเข้าวัดฟังธรรมทุกวัน พอทานอาหารเสร็จแล้วก็จะรับบาตรของครูบาอาจารย์ไปล้าง ทำอย่างนี้เป็นกิจวัตรประจำ เมื่อเห็นโยมบิดาอยู่ในศีลกินในธรรมก็รู้สึกปลื้มใจยิ่ง” พอออกพรรษาหลวงปู่สุวัจน์ ท่านแนะนำให้ออกธุดงค์เพื่อปฏิบัติธรรมที่เทือกเขาภูพาน เพื่อต่อสู้กับกิเลสน้อยใหญ่เบาบางลงไป ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้โอกาสกราบลาหลวงปู่สุวัจน์ ออกธุดงค์เพียงองค์เดียวบนเทือกเขาภูพาน บุกป่าฝ่าดงเพื่อทำความเพียรปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาตามป่าเขาลำเนาไพรอันเงียบสงบ เดินทางถึงถ้ำแห่งหนึ่งทำความเพียร ขณะ กำลังพักผ่อน ผีมาตีมาดึงขาออกจากถ้ำและใช้ลวดหนามฟาดลงที่กาย แต่ท่านพระอาจารย์สำรวยมีสติไม่เผลอกำหนดคำบริกรรมภาวนาพุทโธ กำหนดจิตดูด้วยเหตุผลว่า “จะมาตีเราเพราะอะไร มาอยู่ถ้ำนี้ไม่ได้หวังอะไร จงอย่าได้โกรธโปรดให้อภัย ด้วยตั้งในมาภาวนา ผีรับทราบด้วยเจตนา ก็ไม่มารบกวนต่อไป” พักบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำแห่งนี้นานพอสมควร จึงได้กลับไปจำพรรษที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ กับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ผู้เป็นบุรพาจารย์ พอออกพรรษาแล้ว กราบลาหลวงปู่สุวัจน์ ขึ้นไปพักปฏิบัติธรรมที่วัดถ้ำขาม บนเทือกเขาภูพานกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพระอาจารย์สำรวยเล่าว่า “ที่ถ้ำขามอากาศดีทุกยาม ขึ้นไปแล้วจิตสงบ ได้ฟังธรรมะหลวงปู่ฝั้น เกิดความรู้หลายอย่าง ส่วนมากท่านจะสอนให้ภาวนาพุทโธ ไม่ให้เผลอออกจากพุทโธ ธัมโม สังโฆ ให้มีพุทโธภายในใจ สุข ทุกข์ท่านให้กำหนดรู้ มีสติเสมอทุกลมหายใจ” พักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้นนานพอสมควร จนใกล้เข้าพรรษา ได้กราบลาลงมาจำพรรษาที่ ๔ ณ วัดป่าภูธรพิทักษ์ พรรษานี้มีหลวงปู่ขาน เป็นหัวหน้าสำนัก โดยหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ นั้นขึ้นไปจำพรรษาบุกเบิกสร้างวัดถ้ำศรีแก้ว ณ บ้านภูพานทอง อำเภอกุดบาก (ปัจจุบันเป็นอำเภอภูพาน) ถ้ำศรีแก้ว ถ้ำศรีแก้ว ชื่อนี้มีที่มา คือบริเวณถ้ำสมัยก่อนคนแก่คนเฒ่าเห็นแก้วสีเขียวนวลใส เสด็จมาเล่นบนหลังถ้ำแห่งนี้ ลอยไปมาระหว่างถ้ำเสี่ยงของ บ้านหลุบเลา กับถ้ำศรีแก้ว บ้านภูพานทอง จึงได้ชื่อ “ถ้ำศรีแก้ว” โดยแก้วนี้เป็นสิ่งวิเศษของคนโบราณ ตามตำนานเล่าว่าสมัยที่สร้างพระธาตุพนมใหม่ๆ เพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนที่ได้ทราบข่าว พากันเดินทางเพื่อนำสิ่งวิเศษของตนไปบรรจุไว้ในพระธาตุ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จึงได้เดินทางรอนแรมออกจากบ้านนำสิ่งมีค่าต่างๆ เช่น เงิน ทองคำ พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน แก้วมุกดา แก้วไพทูรย์ แก้วมณี หยก มรกต เป็นต้น เพื่อนำไปบรรจุที่พระธาตุพนม เมื่อเดินทางมาถึงเขตภูพาน จังหวัดสกลนคร ได้ทราบข่าวว่าพระธาตุพนมสร้างเสร็จแล้ว จึงได้สิ่งของต่างๆ ดังได้กล่าวมาไปฝังไว้ที่บริเวณถ้ำเสี่ยงของ บริเวณถ้ำศรีแก้ว ภูผายล และภายในถ้ำอื่นๆ แถบเทือกเขาภูพาน ในเขตจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร อุดรธานี หนองบัวลำภู ส่วนคำว่าถ้ำเสี่ยงของ เป็นภาษาอีสาน แปลว่า “ซ่อนสิ่งของไว้ภายในถ้ำ” คนอีสานเลยเรียก “เสี่ยงของ” ครั้นเมื่อถึงวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ พวกเทวดาจะอันเชิญแก้ววิเศษลอยไปตามถ้ำต่างๆ เพื่อสักการบูชาพระพุทธรูปภายในถ้ำนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันนี้บริเวณถ้ำเสี่ยงของ ยังคงมีร่องรอยแก้วเสด็จให้เห็นบริเวณหน้าถ้ำเป็นหลุมๆ มันวาวอยู่หลายแห่ง สามารถเดินทางไปพิสูจน์ความอัศจรรย์ด้วยตัวท่านเองได้ พักที่วัดถ้ำศรีแก้ว เมื่อออกพรรษาที่ ๔ แล้ว พระอาจารย์สำรวยได้กราบลาหลวงปู่ขาน เพื่อขึ้นไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ที่วัดถ้ำศรีแก้ว ในยุคแรก ท่านพระอาจารย์เล่าว่า “ที่วัดถ้ำศรีแก้วสมัยก่อนเต็มไปด้วยไข้ป่า พระสงฆ์ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าจิตใจไม่กล้าหรือกลัวตาย ไม่ได้บำเพ็ญเพียรในป่า เรื่องการเป็นอยู่ก็อัตคัดขัดสนลำบากพอสมควร ชาวบ้านแถวนั้นหาเช้ากินค่ำ แต่เขาก็มีน้ำใจเสียสละช่วยเหลือพระทำบุญทำทาน บางคนไม่ประมาทเข้าวัดรักษาศีลทุกวันพระไม่ขาด” “คืนหนึ่งนั่งอยู่ที่กุฏิกลางป่า มองเห็นช้างสารตัวใหญ่มีงาข้างเดียว เป็นหัวหน้าช้างในดง มันเดินเข้ามาใกล้ประตู ตกใจลืมคำภาวนา คิดอยู่ภายในใจว่าแล้วแต่บุญแต่กรรมเถิด จากนั้นสงบนิ่งแผ่เมตตา ช้างสารตัวใหญ่ได้เดินถอยหลังออกห่าง แล้วเดินเข้าไปหากินที่ป่าตามเดิม ได้ความรู้เกิดจากช้างสาร คิดว่าเขามาทดสอบเรื่องความกล้า” สมดังคำโบราณที่กล่าวว่า “ไม่ถึงคราวตาย ก็ไม่วายชีวา” เป็นอันว่าพรรษาที่ ๕ นี้ ท่านพระอาจารย์สำรวย พักจำพรรษากับหลวงปู่สุวัจน์ ผู้เป็นอาจารย์ที่วัดถ้ำศรีแก้ว ท่านพระอาจารย์เล่าว่า “วัดถ้ำศรีแก้วนี้มีคุณค่ามาก หากไม่มีศรัทธา ไม่ปฏิบัติธรรมแล้วอยู่ยาก เนื่องจากมีไข้ป่า สัตว์ร้ายมากมายหลายชนิด” พรรษานี้ท่านได้เร่งความเพียรอย่างเต็มที่ เอาพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่งตลอดเวลา งานนอกไม่เว้น งานในไม่ให้ขาด พอออกพรรษาได้กราบลาหลวงปู่สุวัจน์ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อแบน ธนากโร ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ พอใกล้จะเข้าพรรษากลับมาอยู่ที่ถ้ำศรีแก้ว พรรษาที่ ๖ - ๗ นี้ ท่านได้ทำการงานทุกอย่างเพื่อสั่งสมบารมี ทำข้อวัตรปฏิบัติครูบาอาจารย์ ก่อสร้างกุฏิ ศาลา พอเสร็จจากการงานส่วนรวม ได้บำเพ็ญบารมีส่วนตน เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านถือว่าได้ทำประโยชน์ทั้งสองอย่าง คือประโยชน์ส่วนรวม และประโยชน์ส่วนตน โดยถือคติที่ว่า “เป็นพระต้องต่อสู้” ในพรรษาหลวงปู่สุวัจน์นี้ ให้พระภาวนาเร่งความเพียร หากองค์ใดมีข้อผิดพลาดก็จะกล่าวตักเตือน “ถ้าประมาทจะตกเป็นทาสของกิเลส มันจะคอยมาก่อกวนจิตใจตลอดเวลา ต้องพยายามรู้ตัวเสมอไป” สร้างวัดป่าบ้านหนองค้า (วัดอุดมธรรมวนาราม) ออกพรรษาได้กราบลาหลวงปู่สุวัจน์ เดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมเพียงองค์เดียว พักที่ถ้ำสัมพันธ์ประมาณ ๒๐ วัน จากนั้นได้ธุดงค์ไปหลายที่แถวบ้านหนองส่าน บ้านนางเติ่ง ต่อมาชาวบ้านเขามีศรัทธา ได้พาไปพักวิเวกบนภูน้อย อันเป็นสถานที่สงบสัปปายะ เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม พักที่ภูน้อยระยะหนึ่งได้เปลี่ยนที่ธุดงค์ ไปพักที่ดอนปู่ตาบ้านหนองค้า โยมชาวบ้านเขามีศรัทธาส่งลูกหลานให้บวชด้วย จากนั้นกลับไปจำพรรษาที่ภูน้อยบ้านนางเติ่ง ท่านเมตตาเล่าว่า “อยู่กับสามเณรน้อยที่ยังเป็นเด็ก แต่ตัวเล็กก็มีศรัทธา ตกเย็นค่ำก็ภาวนา ฉันภัตตาหารเพียงมื้อเดียว” ออกพรรษาที่ ๘ ปี พ.ศ.๒๕๑๙ ได้มาพักปฏิบัติธรรมที่ดอนปู่ตาบ้านหนองค้า ชาวบ้านเขาเกิดศรัทธาต้องการจะถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด ท่านมองเห็นประโยชน์ในภายภาคหน้า จึงต้องรับอาราธนาชาวบ้าน แต่ก่อนชาวบ้านหนองค้านับถือผี ท่านพระอาจารย์สำรวยได้อบรบสั่งสอนศีลธรรม ให้เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง “ที่พึ่งอื่นของพวกเราไม่มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ” ท่านได้นำชาวบ้านทำวัตรสวดมนต์ภาวนาเป็นประจำทุกเช้าค่ำ ส่วนวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ท่านให้ชาวบ้านลงมารักษาศีล ๕ ศีล ๘ ที่วัด เป็นอันว่าปี พ.ศ.๒๕๒๐ ท่านจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านหนองค้า ท่านพระอาจารย์เล่าว่า “พรรษาแรกมีความลำบากเรื่องน้ำใช้น้ำฉัน รวมทั้งที่พักอาศัย ต่อมาได้เริ่มพัฒนาก่อสร้างกุฏิ ศาลา สร้างถนนหนทาง โรงครัว ห้องน้ำห้องสุขา ส่วนเรื่องน้ำนั้นถือว่าโชคดีขุดไปเจอตาน้ำ เป็นน้ำที่ใสสะอาดใช้เท่าไรไม่เคยแห้งจนกระทั่งทุกวันนี้” พรรษาที่ ๙ – ๑๔ จำพรรษาที่วัดป่าหนองค้า อบรมสั่งสอนศีลธรรมพระเณร ญาติโยม พาบำเพ็ญความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ในบางคราวศรัทธาญาติโยมในหมู่บ้านแถบนั้น บ้านนาม่อง บ้านนางเติ่ง บ้านหนองส่าน จะนิมนต์ท่านพระอาจารย์สำรวยไปอบรมศีลธรรมแนะนำการทำสมาธิภาวนาอยู่เป็นประจำ รักษาการเจ้าอาวาสที่วัดถ้ำศรีแก้ว ท่านพระอาจารย์สำรวย ได้พักจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองค้าเป็นเวลา ๕ พรรษา ต่อมาหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ รับอาราธนาศรัทธาญาติโยมให้ไปอบรมธรรมะ สั่งสอนศีลธรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงสั่งให้ท่านพระอาจารย์สำรวย กลับมาดูแลหมู่คณะแทนท่านที่วัดถ้ำศรีแก้ว ส่วนที่วัดป่าบ้านหนองค้าให้เอาไว้ก่อน ก่อนจะเข้ามาอยู่วัดถ้ำศรีแก้วนั้น ท่านพระอาจารย์สำรวยได้กราบขอโอกาสหลวงปู่สุวัจน์เพื่อออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมก่อน ซึ่งหลวงปู่ท่านก็เมตตาอนุญาต จากนั้นท่านพระอาจารย์สำรวยได้เดินธุดงค์มุ่งหน้าสู่ป่าเขตอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ฝึกความอดทน ฝึกความกล้าหาญ ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง พอได้เวลาสักระยะหนึ่งจึงย้อนกลับมาอยู่ประจำที่วัดถ้ำศรีแก้วแทนหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ การเป็นอยู่ที่วัดถ้ำศรีแก้ว มีความสมบูรณ์พูลผลทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พักอาศัย อาหารการขบฉัน โดยได้รับการอุปถัมภ์จากคณะลูกศิษย์ของหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ จากทางกรุงเทพมหานคร “การปกครองเป็นผู้นำคนนั้น ต้องมีหลักธรรมประจำใจ มีน้ำใจเสียสละ ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ประหยัดเกินความจำเป็น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อหมู่คณะ ไม่มีอคติลำเอียง มีความเที่ยงธรรม ต้องเป็นคนหนักแน่น มีเหตุมีผลไม่เชื่อง่ายหูเบา มีความเมตตาเสมอภาคกับคนทุกชนชั้นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เสมอต้นเสมอปลายไม่เลือกที่รักมักที่ชัง สั่งสอนสานุศิษย์ด้วยความเมตตา แนะนำให้น้อมนำธรรมะไปปฏิบัติตามกาล” ท่านพระอาจารย์ได้เล่าเหตุการณ์สมัยอยู่วัดถ้ำศรีแก้วว่า “ตัดสินใจรักษาถ้ำศรีแก้วตามที่ท่านพระอาจารย์สั่งไว้ ได้ขยายพัฒนาการเกษตร ให้แม่ชีและญาติโยมปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อนำมาทำอาหารถวายแก่พระภิกษุสามเณร และแม่ชีภายในวัด รวมทั้งได้อบรมสั่งสอนเรื่องการทำสมาธิภาวนาอีกด้วย” ท่านพระอาจารย์สำรวย พักปฏิบัติธรรมที่วัดถ้ำศรีแก้วนี้ ท่านเกิดป่วยเป็นโรคกระดูก มีอาการเจ็บปวดเส้นประสาทอย่างรุนแรง สาเหตุมาจากการทำงานหนัก แต่จิตใจของท่านไม่สะทกสะท้านไม่ลดละเรื่องการทำสมาธิภาวนา ต่อมาท่านไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และทำการผ่าตัดโรคนี้จึงหายขาด การรักษาของท่านใช้ยาสองขนาน คือยาหมอจากโรงพยาบาล และธรรมโอสถ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติและปฏิบัติธรรม” ท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน รักษาการอยู่ที่วัดถ้ำศรีแก้วได้สามพรรษา หลวงปู่สุวัจน์ได้กลับมาเยี่ยมที่วัด ท่านพระอาจารย์เล่าว่า “พระอาจารย์สุวัจน์กลับมา แต่ท่านไม่ได้จำอยู่ด้วย ช่วงที่พักอยู่ท่านแนะนำอบรมธรรมะคณะศิษย์เป็นประจำทุกเช้าค่ำ ท่านสอนให้ปฏิบัติเสียสละเพื่อทำอาสวะให้สิ้นไป เมื่อใครเกิดปัญหาท่านกรุณาช่วยชี้แนะให้” ท่านพระอาจารย์สำรวย อยู่ที่วัดถ้ำศรีแก้ว ท่านทำหน้าที่แทนหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พาพระภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาทำสมาธิภาวนา ทำวัตรสวดมนต์ทุกค่ำเช้า รักษาข้อวัตรปฏิบัติตามปฏิปทาที่หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านพาทำดำเนินมา สู่อเมริกา พ.ศ.๒๕๓๐ มีโยมอุบาสิกานิมนต์ท่านพระอาจารย์สำรวย ไปสอนธรรมะที่เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อพิจารณาทบทวนดูแล้วเลยเปลี่ยนโครงการใหม่ตัดสินใจซื้อตั๋วไปลงที่เมืองซีแอตเติ้ล ซึ่งเป็นที่หลวงปู่สุวัจน์ท่านเคยอยู่มาก่อน ครั้งแรกที่สู่อเมริกา ท่านพระอาจารย์สำรวยเล่าว่า “วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๐ พอถึงประเทศสหรัฐอเมริกาพักที่วัดวอชิงตันพุทธวนาราม ซึ่งวัดนี้เป็นวัดที่หลวงปู่สุวัจน์เป็นองค์ก่อตั้ง อยู่กับท่านได้ประมาณเดือนหนึ่ง ต่อมาญาติโยมต้องการจะสร้างวัด ได้นิมนต์หลวงปู่สุวัจน์ไปดูที่ดินใหม่อยู่ใกล้เมืองและสนามบิน ปัจจุบันคือ “วัดภูริทัตตวนาราม” ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๐ คณะศรัทธาญาติโยมลูกศิษย์หลวงปู่สุวัจน์ ได้นิมนต์มาพักที่วัดใหม่ ครั้งแรกนั้นอยู่ด้วยกันสองรูป คือหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ และพระอาจารย์สำรวย ตายโน หลวงปู่สุวัจน์นี้ ท่านมีบารมีแก่กล้า สร้างวัดสำเร็จมาแล้วหลายแห่ง เคยได้อยู่และได้รู้เห็นความเป็นมาของท่านดี” ยุคบุกเบิกวัดภูริทัตตวนารามกับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ พระอาจารย์สำรวย ตายโน ถือว่าท่านเป็นพระยุคบุกเบิกสร้างวัดภูริทัตตวนาราม กับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ผู้เป็นอาจารย์ วัดแห่งนี้อาศัยแรงศรัทธาญาติโยมชาวไทย และชาวต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ วัดภูริทัตตวนาราม หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระคุณและเป็นอนุสรณ์สถานแก่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ผู้เป็นบุรพาจารย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทุกชนชั้น เป็นสถานที่บำเพ็ญศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนา เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมบำเพ็ญจิตภาวนา และเป็นวัดป่ากรรมฐานดำเนินการปฏิบัติตามแนวปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เป็นพระบิดาแห่งพระป่ากรรมฐาน สิ้นบุญโยมบิดา ท่านพระอาจารย์สำรวย ได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่โยมบิดาท่านจะเสียชีวิตว่า “คืนหนึ่งฝันเห็นหลวงพ่อมาบอกว่าเจ็บขาด้านนี้ทั้งหมด ตื่นเช้าขึ้นมาเลยตรวจดูความสำคัญของความฝันว่าโยมพ่อต้องป่วยหนัก ไม่นานได้ทราบข่าวโยมพ่อเสียชีวิต ตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๒ แต่เนื่องจากมีความเกี่ยวพันธ์เรื่องเอกสาร และติดภาระหลายอย่าง เลยไม่ได้เดินทางกลับไปงานศพของโยมบิดา” จำพรรษา ณ วัดสังฆรัตตนาราม ท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน ได้พำนักปฏิบัติธรรมจำพรรษากับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ที่วัดภูริทัตตวนาราม สองพรรษา ต่อมาท่านมีโรคาพาธเบียดเบียน ป่วยเป็นโรคหวัดนานเกือบเดือนกว่า มีญาติโยมแนะนำว่าควรเปลี่ยนสถานที่พักดูบางทีอาจจะหาย ท่านเลยกราบลาหลวงปู่สุวัจน์ไปพักที่วัดธรรมบูชา เท็กซัส สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้นตามลำดับโดยไม่ต้องฉันยา เมื่อหายดีแล้วท่านได้ย้ายไปพักปฏิบัติธรรมที่วัดสังฆรัตนาราม รัฐโอคลาโฮม่า ปีนี้อยู่จำพรรษาด้วยกันสองรูป กลับถิ่นแดนไทย ท่านพระอาจารย์สำรวย เล่าว่า “พอออกพรรษา รวบรวมจตุปัจจัยเพื่อจะกลับเมืองไทย แล้วนำไปทำบุญกุศลให้โยมพ่อ หลังจากทำบุญเสร็จปัจจัยยังคงเหลือ เลยนำมาสร้างกำแพงต่อที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ แต่ทำยากลำบากมากเนื่องจากมีกอไผ่และต้นไม้ใหญ่ แต่ตัดสินใจทำด้วยความศรัทธา รวมทั้งตั้งจิตอธิษฐานถึงหลวงปู่ฝั้น ต่อมาไม่นานกำแพงก็ได้ทำสำเร็จลงด้วยดี หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย ได้รวบรวมศรัทธาเพื่อสร้างศาลาการเปรียญต่อที่วัดป่าบ้านหนองค้า” คืนสู่อเมริกาเมืองฟ้าอมร พ.ศ.๒๕๓๓ ครั้นเสร็จธุระจากเมืองไทยแล้ว ท่านพระอาจารย์สำรวย ได้เดินทางกลับมายังประเทศสหรัฐอเมริกา พำนักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ณ วัดภูริทัตตวนาราม หลวงปู่สุวัจน์ ได้นำพัฒนาวัดสร้างกุฏิพระ สร้างอุโบสถ ปลูกต้นไม้ ทำถนนหนทางภายในวัด ส่วนงานภายในนั้นหลวงปู่สุวัจน์ท่านจะเมตตาอบรมธรรมะ พาทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา เป็นประจำทุกวันมิได้ขาด แม้จะเหนื่อยสักเพียงใดก็ต้องทำ เพราะเป็นกิจวัตร เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรโดยตรง ในที่สุดวัดภูริทัตตวนาราม ก็จะเจริญขึ้นตามลำดับ ด้วยอำนาจบารมีธรรมของหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ และได้อาศัยแรงศรัทธาพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ฉลองอุโบสถวัดภูริทัตตวนาราม เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๕ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ได้กำหนดให้มีการจัดงานผูกพัทธสีมาฉลองอุโบสถวัดภูริทัตตวนาราม โดยได้อาราธนาครูบาอาจารย์พระป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากประเทศไทยมาร่วมในงานเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย,สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร,หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย,หลวงปู่ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน จ.เลย,หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู,หลวงพ่ออุทัย สิริธโร วัดถ้ำพระภูวัว จ.หนองคาย เป็นต้น ท่านพระอาจารย์สำรวย เมตตาเล่าว่า “งานนี้มีพระมหาเถระเมตตามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก คณะศรัทธาญาติโยมก็มีจำนวนมากเช่นกัน ในวันนั้นงานที่วัดมีแผ่นดินไหวถึงสองครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน แต่ไม่มีอะไรเสียหาย จึงถือเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ยิ่ง ในงานวันนั้นมีพระมาร่วมงานทั้งหมด ๖๐ รูป ภายหลังจากเสร็จงานมีผู้มาบวชเป็นพระภิกษุสามเณร พร้อมด้วยชีผ้าขาวจำนวนมาก” วัดเมตตาวนาราม จวนใกล้จะเข้าพรรษา ปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ได้สั่งให้พระอาจารย์สำรวย ตายโน ไปจำพรรษาที่วัดเมตตาวนาราม เมืองเวลเซ็นเตอร์ ซานดิเอโก้ เพื่อพาพระบวชใหม่ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญภาวนา ท่านพระอาจารย์เล่าว่า “จำพรรษาที่วัดเมตตาฯแห่งนี้ อากาศดีเงียบสงบ มีการปรารภความเพียรในอิริยาบถต่างๆ และนำพาพระบวชใหม่ปฏิบัติทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนาทุกเช้าเย็น ส่วนเรื่องการปกครองนั้นท่านอาจารย์เจฟฟี่ดูแลอยู่ เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาส” “พรรษานี้เกิดป่วยหนัก คือกำลังทำวัตรเช้าอยู่เกิดปวดกระดูกขึ้นมากะทันหันรัดตึงตามเส้นประสาท ขาทั้งสองยืดออกไม่ได้ ร่างกายแข็งไปหมด นอนตะแคงได้ท่าเดียว ท่านอาจารย์เจฟฟี่และหมู่คณะเข้ามาประคองกลับกุฏิ ต่อมาโยมวิชัยได้พาไปหาหมอ ซึ่งหมอคนนี้มีความชำนาญรักษาอยู่ไม่นานความเจ็บปวดก็หายด้วยดี” “การทำความดีชีวิตสดชื่น ทำประโยชน์ตนและผู้อื่น อบรมจิตใจให้อินทรีย์แก่กล้า มีชีวิตอยู่แบบเรียบง่าย” เป็นเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม ประมาณเดือนมิถุนายนของทุกปี คณะสงฆ์ธรรมยุตในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดให้มีการประชุมคณะสงฆ์ทั่วทั้งประเทศ ซึ่งในปีนี้วัดภูริทัตตวนาราม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ มีความประสงค์จะขอลาออกจากการเป็นประธานกรรมการบริหารคณะสงฆ์ธรรมยุตในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะท่านบริหารมานานหลายปีแล้ว และให้ท่านพระอาจารย์สำรวย มาเป็นเจ้าอาวาสแทนท่านที่วัดภูริทัตตวนาราม ครั้นถึงวันประชุมเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร ได้เมตตามอบใบแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม แก่ท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน เมื่อท่านได้รับหน้าที่นี้แล้ว ท่านได้ทำหน้าที่ด้วยดีเสมอมาตามความสามารถ ท่านพระอาจารย์เล่าว่า “การเป็นพระภาระก็มาก ลำบากเรื่องหน้าที่ ต้องทำทุกอย่างในวัด ต้องประสานกับคนส่วนมากทั้งชายหญิง การเป็นเจ้าอาวาสถ้าประมาทก็ผิดพลาดเร็วไว ได้บริหารวัดภูริทัตตวนารามมา ปีแรกนั้นนำศรัทธาญาติโยมสร้างกำแพงรอบวัด และป้ายหน้าวัด ส่วนปีที่สองได้ต่อเติมซ่อมศาลาหอฉันใหม่ รวมทั้งพัฒนาปรับปรุงเรื่องต่างๆ ภายในวัดให้เรียบร้อยสวยงาม” ลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม ท่านพระอาจารย์เล่าถึงการบริหารวัดภูริทัตตวนารามว่า “การทำหน้าที่บางครั้งก็มีคนดีช่วยเหลือ บางครั้งก็น่าเบื่อมีคนอวดรู้อวดฉลาด บางคนดีแต่พูด บางคนไม่พูดแต่ทำการงานดีจริงจัง บางคนทำดีเอาหน้า บางคนทำความดีเพื่อหวังบุญ บางคนทำบุญเพื่อหวังผลประโยชน์ การเป็นผู้นำที่วัดบางครั้งก็เจอปัญหามากเหมือนกัน เพราะต้องยุ่งเกี่ยวกับคนมีกิเลส ภายหลังจากบริหารวัดภูริทัตตวนารามมาได้สี่ปี ถือว่าครบเทอมพอดี และตั้งใจจะกลับไปพัฒนาวัดอุดมธรรมวนาราม บ้านหนองค้า ตำบลนาม่อง อ.กุดบาก จ.สกลนคร เนื่องจากมีโครงการใหญ่ซึ่งวางเอาไว้เมื่อในพรรษา พอถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๐ จึงได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม ในที่ประชุมคณะสงฆ์ธรรมยุตวัดอลาสก้าญาณวราราม พร้อมทั้งชี้แจงต่อที่ประชุมคณะสงฆ์ให้ทราบ ซึ่งทุกรูปก็เข้าใจในเหตุผล ไม่ขัดข้องให้ลาออกตามความประสงค์” พัฒนาวัดอุดมธรรมวนาราม เมื่อท่านได้ลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนารามแล้ว ท่านได้กลับเมืองไทยพัฒนาวัดอุดมธรรมวนาราม บ.หนองค้า ต.นาม่อง อ.กุดบาก จ.สกลนคร ตามความประสงค์ อันดับแรกสร้างเมรุเผาศพ โดยอาศัยแรงทรัพย์แรงศรัทธาจากชาวบ้านหนองค้าและหมู่บ้านใกล้เคียง ต่อมาท่านพาคณะศิษย์สร้างอุโบสถ โดยทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒ แล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๔๓ และทำพิธีฉลองอุโบสถผูกพันธสีมาฝังลูกนิมิต เมื่อวันที่ ๕ – ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๖ ต่อมาท่านพระอาจารย์สำรวย ได้สร้างสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ภายในวัดขนาดใหญ่ข้างอุโบสถ รวมทั้งเป็นที่อาศัยดื่มกินของสัตว์ป่าภายในวัด อาทิเช่น กระรอก กระแต และสัตว์ป่านานาชนิด ท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน ท่านนำคณะศิษย์ทั้งพระและฆราวาสพัฒนาวัดอุดมธรรมวนาราม จนเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติหลายอย่าง อาทิเช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ พระบรมธาตุเจย์ศรีสกล โรงฉันน้ำร้อนน้ำปานะ ศาลาโรงครัว กุฏิที่พักพระสงฆ์ กุฏิที่พักแม่ชี กำแพงรอบวัด สระน้ำขนาดใหญ่ เป็นเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนารามแทนหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ภายหลังจากหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ได้มรณภาพและพระราชทานเพลิงศพแล้ว คณะศิษย์วัดภูริทัตตวนาราม ได้อาราธนาท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม แทนหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ อีกครั้งหนึ่ง โดยได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๗ เมื่อท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านทำหน้าที่แทนหลวงปู่สุวัจน์อย่างเต็มความสามารถ รักษาข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาที่หลวงปู่ท่านพาดำเนินมา อบรมศีลธรรม ข้อวัตรปฏิบัติพระภิกษุสามเณรและฆราวาส ท่านพระอาจารย์สำรวย ตายโน ท่านเป็นลูกศิษย์องค์สำคัญและลูกศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ ของหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ เป็นพระที่น่าเคารพเลื่อมใส มีปฏิปทาและศีลาจาริยวัตรที่งดงาม สมณศักดิ์ เนื่องในปีมหามงคลสมัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายครบ ๘๐ พรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ พระองค์ทรงโปรดเกล้าพระราชทานแต่งตั้งพระอาจารย์สำรวย ตายโน เจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม ในราชทินนามที่ “พระครูวิทูรธรรมนิเทศ” นำความยินดีมาสู่สานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง สาขาวัดภูริทัตตวนาราม หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ สมัยที่ท่านดำรงธาตุขันธ์อยู่ ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนามากมาย สั่งสอนสานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้รู้จักศีลธรรม รวมทั้งสร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมหลายแห่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงรักษาข้อวัตรปฏิบัติตามแนวปฏิปทาที่องค์หลวงปู่ท่านวางไว้ทุกประการ สำหรับวัดสาขาวัดภูริทัตตวนาราม มีดังนี้ ๑.วัดเมตตาวนาราม เมืองเวเลเซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันมีพระอาจารย์เจฟฟี่ ฐานิสโร เป็นเจ้าอาวาส ๒.วัดสคราเมนโต้ เมืองสคราเมนโต้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันมีพระอาจารย์เฉลิม สุธีโร เป็นเจ้าอาวาส ๓.วัดพุทธธัมมธโร เมืองคอนคอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันมีพระอาจารย์
๔.วัดสันติ เมืองแลนด์เดอร์ส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันมีพระอาจารย์ประดิษย์ อภิชาโต รักษาการเจ้าอาวาส ๕.วัดป่าอริโซน่า เมืองแชนด์เลอร์ มลรัฐอริโซน่า ปัจจุบันมีพระตะวัน ปัญญาวชิโร เป็นรักษาการเจ้าอาวาส ๖.วัดโอไฮโอธรรมาราม เมืองโคลัมบัส มลรัฐโอไฮโอ ปัจจุบันมีพระรักษพล กุลวัฑฒโน เป็นหัวหน้าสำนัก ๗.สำนักสงฆ์แคนทักกกี้ มลรัฐแคนทักกี้ ปัจจุบันมีพระอาจารย์จรัส อภิชาโต เป็นหัวหน้าสำนัก โดยวัดสาขาทั้งหมดนี้ ครูบาอาจารย์ที่ไปสร้างวัดล้วนแต่เป็นพระภิกษุ ที่เคยอยู่ปฏิบัติธรรมและจำพรรษา ณ วัดภูริทัตตวนารามทั้งนั้น ชีวประวัติพระครูวิทูรธรรมนิเทศชุดนี้ จัดทำขึ้นเพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชา เนื่องในงานทำบุญอายุวัฒน ครบ ๖๐ ปี และงานฉลองสัญญาบัตรพัดยศพระครูวิทูรธรรมนิเทศ พระตะวัน ปัญญาวชิโร วัดป่าอริโซน่า |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|
| หน้าแรก |
| งานประชุมคณะสงฆ์ |
| เกี่ยวกับวัด |
| ธรรมะ |
| บทความ |
| ข่าว |
| ภาพกิจกรรม |
| กระดานสนทนา |
| สมุดเยี่ยมชม |
| ติดต่อเรา |
| ค้นหา |
| ผู้ดูแลระบบ |